สิ่งที่อยู่ในรองเท้า

posted on 17 Sep 2010 09:10 by khunkrabi in DungBeetle

 

 

     อันเนื่องมาจากเอนทรีนี้ เจ้าของบล็อกชื่อคุณแอ้ เป็นบล็อกที่น่าติดตามบล็อกหนึ่ง เนื้อหาหลัก ๆ ของบล็อกนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว (ของเจ้าของบล็อกเอง) เวลาไปเที่ยวที่ไหนมาคุณแอ้เขาก็จะเอามาเล่าสู่กันฟัง แถมยังถ่ายรูปสวยอีกด้วย... ถ้าอยากได้ข้อมูลท่องเที่ยวแบบชิลล์ ๆ แล้วละก็ ผมแนะนำให้ติดตามบล็อกนี้ครับ

 

 

     เรื่องมีอยู่ว่า คุณแอ้เขาเปิด FAQ ก็มีบล็อกนี้ บล็อกนั้นเข้าไปถามกันมากมาย ส่วนผมดันไปช้า คนอื่น ๆ เลยแย่งคำถามกันไปหมดแล้ว ผมก็เลยไม่รู้จะถามอะไร ด้วยความที่เป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้านของผม ถึงจะไม่มีอะไรให้ถาม แต่ผมก็ยังไปคอมเมนท์ไว้ว่า "ไม่มีอะไรจะถาม เพราะคนอื่นแย่งถามไปหมดแล้ว ให้คุณแอ้ถามผมดีกว่า"

 

 

     คือต้องเข้าใจนะครับ ว่าปรกติแล้วคนที่าชอบเสือกเรื่องชาวบ้านเนี่ย มักจะอยากจะเสนอหน้าอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยอยากจะปฏิบัติอะไรนักหรอก ผมก็เป็นแบบนั้นแหล่ะครับ... คือถามไปงั้น ๆ แหล่ะ ไม่คิดว่าเขาจะใจถึง กล้าถามก็กล้าตอบ

 

 

     พอถึงวันที่คุณแอ้เขาตอบคำถาม เขาก็ใจถึงถามผมว่า "มีอะไรในชีวิตที่ผมยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้" แล้วกำชับมาให้ผมตอบให้ด้วย... เพราะความที่เป็นคนเสือกเรื่องชาวบ้านของผมนั่นแหล่ะ เลยเข้าภาษิตไทยที่ว่า "แกว่งเท้าหาเสี้ยน" ผมจึงตอบคอมเมนท์ไปว่า "ให้รอหน่อย ผมกำลังคิดและเรียบเรียงคำตอบ จะเอามาเขียนเป็นเอนทรีสดุดีคำถามของคุณแอ้ให้หนึ่งเอนทรี... ซึ่งก็เป็นเอนทรีที่อ่านกันอยู่นี่แหล่ะครับ

 

 

     ผมคิดว่าทุก ๆ คน คงต้องมีเรื่องที่ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้บ้างเหมือนกันใช่ไหมครับ... แต่สำหรับผม (ที่เป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน) ไม่มีเรื่องที่ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ครับ เพราะทุกคำถาม ผมมักจะหาคำตอบให้ตัวเองได้อยู่เสมอ แม้ว่าคำตอบนั้นมันจะมั่ว ๆ ซั่ว ๆ ไปบ้าง แต่มันก็คือคำตอบล่ะครับ ดังนั้นทุกคำถามในชีวิต จึงไม่มีข้อไหนที่ไม่มีคำตอบ จะมีก็แต่ไอ้ข้อที่มันคาใจน่ะครับ

 

 

     ที่มันคาใจอยู่ก็เพราะว่า บางครั้งผมก็ตอบคำถามตัวเองแบบมั่ว ๆ ซั่ว ๆ ก็เลยไม่รู้ว่าไอ้คำตอบนั่น มันเป็นคำตอบถูกจริง ๆ หรือเปล่า... แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อชีวิตผมนักหรอกครับ เพราะว่าไอ้เรื่องที่มันคาใจ ส่วนใหญ่มันจะเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง... เรื่องไม่เป็นเรื่องที่ว่า ผมอยากจะยกตัวอย่างให้วิเคราะห์กันสักเล็กน้อยครับ

 

 

     ใครสูบบุหรี่บ้างครับ... (ถ้าไม่สูบก็อย่าไปลองครับ มันเปลืองสตางค์) ผมจำได้ลาง ๆ ว่า ครั้งแรกที่ผมหัดสูบบุหรี่ ตอนนั้นอยู่ในห้องน้ำครับ คือไม่ได้ริอยากจะเข้าไปหัดสูบในห้องน้ำหรอกครับ แต่ตอนนั้นปวดขี้มาก ๆ แล้วก็ขี้ไม่ออก... เคยไหมครับ ในสมัยเรียน ถ้าไปขี้แล้วมีคนรู้ว่าเราไปขี้มา จะโดนล้อ.. ผมก็กลัวโดนล้อเหมือนกันครับ เลยให้เพื่อนสนิทคนหนึ่ง (ชื่ออะไรอย่าไปรู้) ไปดูต้นทางให้ เพื่อเวลาใครมาขี้มาเยี่ยว ผมจะได้รู้ก่อน จะได้ไม่เผลอเบ่งตดดังจนเกินไป ส่วนไอ้เพื่อนสนิทของผมคนนี้.. มันก็จะมาแอบอาจารย์สูบบุหรี่ด้วย

 

     ขี้ไม่ออกครับ... ทรมานมาก ใครเคยขี้ไม่ออกจะเข้าใจ คือประมาณว่าขี้มันก้อนใหญ่มาก แล้วแข็ง มันไม่ยอมออก เหมือนกับมาออกมาหน่อย ๆ แล้วมีคนมาทำนิ้วไขว้กัน ขี้เลยหักในอย่ประมาณนั้น เจ็บตูดก็เจ็บ เคยคิดเล่น ๆ ว่าเวลาคลอดลูกคงเจ็บไม่ต่างกัน แต่คงจะเจ็มมากกว่านิดหน่อยประมาณ 27.83% คือปรกติถ้าขี้ที่บ้าน แล้วขี้ไม่ออกเนี่ยก็ทรมานพอดูอยู่แล้วนะ แต่นี่ผมขี้ไม่ออกที่โรงเรียนครับ ทรมานก็ทรมาน กลัวก็กลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่ามาแอบขี้ เลยบอกไอ้คนดูต้นทางไปว่าขี้ไม่ออก... พักหนึ่งเพื่อนผมมันก็เอามือลอดผ่านใต้ช่องประตูด้านล่างเข้ามา ในมือเพื่อนมีบุหรี่ เพื่อนบอกว่า "มึงลองดูดดู... เดี๋ยวขี้สบาย" ตอนนั้นสองจิตสองใจว่าจะลองดีหรือเปล่า ถ้าลองไปแล้วมีคนรู้ จะเสียชื่อเด็กเนิร์ดของห้องไหม แต่ชั่วโมงนั้นกลัวคนรู้ว่ามาขี้มากกว่า เลยซัดซะครึ่งตัว ดูดแบบซี๊ดซ๊าดเข้าปอดเลยนะครับ ปรากฏว่าพุ่งปรี๊ดปร๊าดดีมาก... พอออกมาเพื่อนผมบอกว่า "มึงนี่ปอดพรสวรรค์ ดูดครั้งแรกไม่สำลัก" ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าควรจะยินดีกับการไม่สำลักดีไหม และหลังจากนั้นก็สูบบุหรี่เรื่อยมา

 

     เคยสังเกตไหมครับ เวลาคนที่ติดบุหรี่เข้าห้องน้ำ (ไปขี้) จะต้องมีบุหรี่ติดมือไปด้วย เขาว่ากันว่าการสูบบุหรี่ขณะขี้ไปด้วยนั้น จะทำให้ระบบคล่องแคล่ว ประหนึ่งว่ากรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลก็ไม่ปาน... ผมสรุปเอาเองว่า ในบุหรี่มันต้องมีสารอะไรสักอย่างที่ทำให้สูบแล้วปวดขี้ คือจริง ๆ แล้วไม่น่าจะทำให้ปวดขี้หรอกครับ มันน่าจะทำให้ท้องเสียมากกว่า มันถึงคล่องขนาดนั้น... แต่มันก็เป็นความสุขของนักสูบล่ะครับ.... เห็นไหมครับ ว่าผมมีคำตอบให้กับทุกคำถามเสมอ...

 

     แต่มันมีเรื่องที่คาใจเกี่ยวกับบุหรี่อยู่อย่างหนึ่ง คือผมอยากรู้ว่า "ใครวะ! ที่แม่งเป็นคนสูบบุหรี่คนแรกของโลก... แล้วไอ้นี่แม่งรู้ได้ยังไง ว่าไอ้ใบไม้ชนิดนี้มันเอามาสูบได้ แล้วมันรู้ได้ยังไงว่าต้องเผาก่อน แล้วดูดควันเข้าไปในปอดด้วย ฯลฯ"

 

     จากข้อสันนิษฐานของผมเอง ผมคิดว่าในสมัยก่อน "นายจอน (สมมติว่าชื่อจอน) และเมียมีอาชีพทำนา นายจอนเป็นสามีที่ดีมากเหล้าไม่กินบุหรี่ไม่สูบ (ก็มันจะไปสูบได้ยังไงเล่า เพราะสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักบุหรี่) ก็อยู่กันสุขสบายเรื่อยมา เพราะหุงข้าวกินเปล่า ๆ ทุกวัน วันหนึ่ง เมียนายจอนนึกอยากจะกินหมูขึ้นมา จึงบอกให้นายจอนเข้าป่าไปล่าหมูมากินหนึ่งตัว นายจอนซึ่งเป็นคนรักเมียมาก เมียว่าอะไรก็ว่าอย่างนั้น จึงคว้าจอบเข้าไปล่าหมูทันที กะว่าถ้าเจอหมูยืนทะเล่อทะล่าอยู่ล่ะก็ พ่อจะหวดด้วยด้ามจอบ..."

 

     "ไอ้จอนหายเข้าป่าไปสองวันก็ยังจับหมูไม่ได้ เพราะธรรมชาติของหมู มันไม่ได้ยอมให้จับกันง่าย ๆ จากที่หมายใจเอาไว้ว่าจะหวดหมูให้จั๋งหนับ จึงต้องมานั่งคิดหาทางจับหมูเพื่อไปให้เมียรัก... กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ขณะนั้นบักจอนของเรารู้สึกหิวเป็นอย่างมาก จึงลงมือหุงข้าวที่นำนิดตัวมาเพื่อประทังหิว ว่าแล้วไอ้จอนก็จัดแจงก่อไฟ..."

 

     "หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อย นายจอนก็เกิดพุทธิปัญญาว่า น่าจะจุดไฟเผาป่าเป็นวงกลม ไล่หมูให้มันโดนไฟครอกตาย... เมื่อมีพุทธิปัญญาเช่นนั้น ไอ้จอนจึงลงมือเผาป่าทันที... ประเหมาะว่าวันนั้นลมแรงพอดี ยิ่งทำให้ไฟที่บักจอนจุดนั้นโหมหนักเข้าไปอีก... คนฉลาดอย่างบักจอนมีหรือจะยอมสำลักควันตาย จึงเดินหลบออกมาห่าง ๆ แต่เจ้ากรรม สายไปเสียแล้ว เพราะว่าลมแรง ประกอบกับเป็นใบไม้สดจึงทำให้มีควันมาก ปิดทางเดินจนบักจอนมองไม่เห็น นายจอนคิดว่าคงจำหมูกลับไปให้เมียไม่ได้ และคงต้องสำลักควันตายเป็นแน่แท้ จึงนั่งทอดอาลัย สิ้นหวังแล้วชีวิตนี้"

 

     "ในขณะที่บักจอนนั่งดมควันรอสำลักอยู่นั้น ก็รู้สึกขึ้นมาว่าตัวเองนั้นยังไม่ตาย แถมยังครึ้มอกครึ้มใจเป็นพิเศษ พยายามคิดอยู่หลายตลบ... ในที่สุดบักจอนก็พบว่ามีใบไม้ชนิดหนึ่งลักษณะใบเป็นแฉก ๆ ขึ้นปะปนอยู่กับใบไม้อีกชนิดมีลักษณะใบใหญ่ ขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณนี้ บักจอนคิดว่าตัวเองคงดมควันจากใบไม่พวกนี้ไปนั่นเอง จึงทำให้ครึ้มออกครึ้มใจเป็นพิเศษ"

 

     วันนั้น บักจอนกลับบ้านพร้อมกับใบไม้หอบใหญ่ แต่ไม่มีหมู พร้อมกับดีใจกระโดดโลดเต้นร้องรำทำเพลง (จริง ๆ แล้วแม่งเมา) บอกกับเมียว่า ต่อไปนี้จะไม่ต้องทำนากันอีกแล้ว เราจะรวย... "

 

     หลังจากนั้นไม่นาน นายจอน (ซึ่งตอนนี้ต้องเรียกว่าคุณจอน) ได้ก่อตั้งโรงงานผลิตยาเส้นตราแมวออกจำหน่าย เป็นที่ชื่นชอบในหมู่ฝรั่งคอพรสวรรค์ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก และสาเหตุที่คุณจอนใช้แมวเป็นโลโก้ เป็นเพราะครั้งหนึ่งเคยเฉียดตายเพราะควัน แต่ไม่ตาย ใคร ๆ เลยเรียกว่า จอนเก้าชีวิต เลยเอาแมวมาเป็นโลโก้เสียเลย" (มั่วดีจริง ๆ )

 

 

    แต่ก็เท่านั้นแหล่ะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้ที่ผมคาใจอยู่ แล้วหาข้อสรุปมั่ว ๆ เอาเองแบบนี้มันจะถูกหรือเปล่า แต่คิดว่าไอ้คนที่มันสูบคนแรก มันก็คงต้องไปเผาเอาต้นยาสูบ หรือต้นกัญชาเข้า แล้วก็เพลิน ๆ ชิ้ม ๆ เหมือนคุณจอนนี่แหล่ะครับ ต่อมาพอมันรู้ว่าไอ้ใบไม้ชนิดนี้พอเอามาเผาไฟแล้วควันมันจะมีฤทธิ์ทำให้ ครึ้มอกครึ้มใจ มันก็เลยอุตริเอามาพัน ๆ เป็นหลอด แล้วลองดูดควันเข้าปอดดู เลยรู้ว่าแม่งเมาหนักกว่าเดิม ทีนี้ก็เลยปลูกขายกันเป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลย

 

 

     เพราะไม่รู้ว่ามันจะถูกต้องหรือเปล่า แต่มันก็ยังดีกว่ามีอะไรมาติดอยู่ในสมอง มาดองอยู่ในหัวใจ เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าแล้วมีก้อนหินเข้าไปอยู่ข้างใน ต้องรีบเอาออก ถ้าไม่เอาออก มันระคายตีน

 

 

     "ใครบางคนบอกไว้ว่า เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรู้ไปเข้าใจมัน ทำมึนลืม ๆ ไปซะ ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลงกว่าเดิม หากเก็บเอาไว้ในใจมาก ๆ นานเข้ามันจะกลายเป็นดินก้อนใหญ่ ที่อยู่ในรองเท้า จะเทออกก็ไม่ได้ เพราะมันฝังแน่นเสียแล้ว จะเดินต่อก็เดินไม่ไหว เพราะมันระคายตีน ขืนเดินต่อตีนจะเป็นตาปลา กลายเป็นว่าต้องจมอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ไปไหนไม่ได้เสียที"

 

 

ปล. 1 ต้องขอขอบคุณคุณแอ้ และความเสือกในเรื่องชาวบ้านของตัวผมเอง ที่ทำให้มีเรื่องเขียนตั้งหนึ่งเรื่อง

ปล.2 เรื่อง BBCH กำลังตัดทอนอยู่ครับ เพราะยาวมาก กลัวว่าจะไม่มีใครทนอ่าน

ปล.3 เกี่ยวกับบล็อกที่อ้างถึง ผมไม่รู้ว่าเจ้าของบล็อกเขาทำงานทำการอย่างไร ถึงได้ว่างจัด ไปเที่ยวได้ปีละหลาย ๆ รอบ แบบบ้าพลังแบบนี้... หาคำตอบยังไงก็หาไม่ได้ครับ :-)

 

Comment

Comment:

Tweet

ฮ่าๆๆ ถามนิดเดียวเอง เอามาเขียนซะสนุกเลยนะคะ
สนุกจริงนะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ของคุณจะเป็นเรื่องนี้.. อิอิ

ปล. แอ้ก็สิงห์อมควันเหมือนกัน ครั้งแรกไม่สำลักเหมือนกันด้วย
แต่อยากจะบอกว่า ที่สูบบุหรี่แล้วการจราจรคล่องเรื่อยมา น่าจะเป็นเรื่องทางจิตวิทยามากกว่านะคะ เช่น พบรักครั้งแรกในหน้าหนาว ต่อมาจะเลิฟๆ ฤดูหนาวมากๆ อกหักครั้งแรกในหน้าฝน อาจทำให้เกลียดฝนไปเลย question แอ้ไม่เอายาเส้นเข้าห้องน้ำอะ มันเหม็นหัว ฮ่าๆๆ

ขำใบแฉกๆ ด้วย ก๊ากเลย.. แหม.. นายจอนเจอของดีซะแล้ว

เกี่ยวกับ ปล. ๓ แอ้เป็นมนุษย์เงินเดือนน่าเบื๊อ..น่าเบื่อจริงๆ ค่ะ ทำงานวันจันทร์ - ศุกร์ มีวันหยุดราชการตามปกติ มีวันลาพักร้อนปีละ ๑๒ วัน เท่าคนทั่วไปแหละ แต่จัดสรรทุกๆ วันหยุดให้ลงตัว.. เอ่อ ตั้งแต่ต้นปีด้วย พอตารางวันพักร้อนออก ก็วางแผนละ หยุดติดกันกี่วัน ไปไหนดี ฯลฯ

#4 By แอ้ on 2010-09-18 11:32

ฮาค่ะ ประวัติมันเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง confused smile confused smile confused smile
เรื่องราวคาใจ บางทีก้อไม่ต้องรู้หมดทุกเรื่อง เอามาจินตนาการก้อสนุกไปอีกแบบ
มายืนยันว่าขี้ไม่ออกนี่ทรมานสุดๆ
เอ..แล้วไอ้ยาตราวัวชนกันหล่ะมันมีประวัติเป็นมายังไงน้อออ

ถามใครดีหล่ะ..confused smile

#1 By โต๊ะคิ้งส์ on 2010-09-17 09:35